เลือกตั้ง 62: แต้มต่อ ส.ส.พลังดูด อย่างน้อย 47 ที่นั่ง กลเกมสืบทอดอำนาจที่ไม่ยากสำหรับพลังประชารัฐ

เลือกตั้ง 62: แต้มต่อ ส.ส.พลังดูด อย่างน้อย 47 ที่นั่ง กลเกมสืบทอดอำนาจที่ไม่ยากสำหรับพลังประชารัฐ

เมื่อ 12 มี.ค. 2562

หลังการสมัครเลือกตั้งผ่านไป และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองคุณสมบัติของผู้สมัครแล้ว เราได้เห็นหน้าค่าตาของผู้สมัคร .. ชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่า "ใครเป็นใครบ้าง" และแต่ละพรรคมีขุนพลที่เข้มแข็งเพียงใด สำหรับพรรคพลังประชารัฐ’ ที่มีกระแสพลังดูดไปดึงเอาอดีตผู้สมัคร .. จากพรรคอื่นแทบทุกพรรคมาลงสมัครในนามพรรคตัวเองตั้งแต่ช่วงปีที่แล้ว จึงน่าหยิบยกขึ้นมาพิจารณาเป็นพิเศษในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562

 

บรรดา .. ที่พรรคพลังประชารัฐดูดมาต่างก็ลงสมัครสู้ศึกเลือกตั้งปี 2562 ด้วย พร้อมกับเสนอชื่อ พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งมาเกือบ 5 ปี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในนามของพรรคพลังประชารัฐ

 

ด้วยบารมีของเหล่า .. ที่ย้ายพรรคมา ก็ไม่ได้มาแค่ตัวและชื่อเสียงเท่านั้น แต่ละคนต่างก็มี "บุญเก่า" หรือกลุ่มผู้สนับสนุนเดิมที่ติดตัวมาด้วย มากน้อยต่างกัน แต่หากกลุ่มผู้สนับสนุนเดิมยังคงเลือก .. เจ้าของพื้นที่หน้าเดิมอยู่ในการเลือกตั้งปี 2562 ทุกคะแนนก็จะนำไปสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐและสนับสนุนให้ พล..ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ด้วย 

 

เมื่อพิจารณาจากผลการเลือกตั้งในปี 2554 จะเห็นว่า .. แบบแบ่งเขต ที่ย้ายมาพรรคพลังประชารัฐ จำนวน 80 คน แต่ละคนเคยมีคะแนนสนับสนุนจากประชาชนอยู่ไม่น้อย หากพฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชนไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป และตัดสินใจเลือกผู้สมัครคนเดิมทั้งหมด พรรคพลังประชารัฐก็จะมีคะแนนตุนอยู่ในกระเป๋าแล้วจำนวนมาก แต่ว่า ก็ยังไม่อาจคิดคำนวนได้ง่ายๆ เพราะอดีตผู้สมัคร .. ทั้ง 80 คน ที่ย้ายค่ายมา ไม่ได้ถูกส่งลงสมัครในระบบแบ่งเขตที่เขตเดิมทุกคน 

 

อดีตผู้สมัคร ส.ส. แบบแบ่งเขต ปี 2554 คน ถูกส่งลงสนามในจังหวัดเดิม ในบางจังหวัดมีการเปลี่ยนเขตเลือกตั้ง ส่วนหนึ่งเนื่องจากการแบ่งเขตเลือกตั้งครั้งนี้เปลี่ยนแปลงไปด้วย จำนวน 26 คน นอกจากนี้ยังมีการส่งคนที่มีนามสกุลเดียวกันลงสมัครแทนในเขตเลือกตั้งเดิม ของอดีต ส.ส. ปี 2554 จำนวน 14 คน คะแนนติดตัวของ .. พลังดูดเหล่านี้ จะช่วยพรรคพลังประชารัฐตุนไว้ถึง 47 ที่นั่ง จำนวนนี้ได้มาอย่างไร ก่อนอื่นมาสำรวจรายชื่อ .. ระบบพลังดูดกันก่อน 

 

 

ลำดับ

อดีตผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต ปี 2554 

ผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตพรรคพลังประชารัฐ ปี 2562

ผลการเลือกตั้ง

คะแนนปี 2554 ที่ได้

กรุงเทพมหานคร

1

เขต 17 ชาญวิทย์ วิภูศิริ

(พรรคประชาธิปัตย์)

เขต 15 ชาญวิทย์ วิภูศิริ

แพ้

39,632

2

เขต 22 ธันวา ไกรฤกษ์

(พรรครักษ์สันติ)

เขต 20 ธันวา ไกรฤกษ์

แพ้

2,316

กาญจนบุรี

3

เขต 1 พล.อ.สมชาย วิษณุวงศ์

(พรรคเพื่อไทย)

เขต 1 พล.อ.สมชาย วิษณุวงศ์

ชนะ(1)

33,501

4

เขต 1 อัฏฐพล โพธิพิพิธ

(พรรคประชาธิปัตย์)

เขต 5 อัฏฐพล โพธิพิพิธ

แพ้

33,332

กาฬสินธุ์

5

เขต 3 จำลอง ภูนวนทา

(พรรคประชาธิปัตย์)

เขต 3 จำลอง ภูนวนทา

แพ้

27,807

6

เขต 5 นิพนธ์ ศรีธเรศ

(พรรคเพื่อไทย)

เขต 5 นิพนธ์ ศรีธเรศ

 

ชนะ(2)

54,178

กำแพงเพชร

7

เขต 1 ไผ่ ลิกค์

(เพื่อไทย)

เขต 1 ไผ่ ลิกค์

ชนะ(3)

44,268 

8

เขต 3 อนันต์ ผลอำนวย

(พรรคเพื่อไทย)

เขต 3 อนันต์ ผลอำนวย

ชนะ (4)

35,512

9

เขต 4 ปริญญา ฤกษ์หร่าย

(พรรคเพื่อไทย)

เขต 4 ปริญญา ฤกษ์หร่าย

ชนะ (5)

46,236 

ขอนแก่น

10

เขต 6 สมพงษ์ ปู่เพ็ง

(พรรคกิจสังคม)

เขต 6 สมพงษ์ ปู่เพ็ง

 

แพ้

29,595

11

เขต 8 คงฤทธิ์ อัศวพัฒนากูล

(พรรคภูมิใจไทย)

เขต 8 คงฤทธิ์ อัศวพัฒนากูล

แพ้

6,743

จันทบุรี

12

เขต 1 ธวัชชัย อนามพงศ์

(พรรคประชาธิปัตย์)

เขต 1 ธวัชชัย อนามพงศ์

ชนะ(6)

47,770 

13

เขต 2 ยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา

(พรรคประชาธิปัตย์)

เขต 2 ยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา

ชนะ(7)

53,709 

ฉะเชิงเทรา

14

เขต 1 บุญเลิศ ไพรินทร์

(พรรคประชาธิปัตย์)

เขต 1 บุญเลิศ ไพรินทร์

ชนะ (8)

43,510

15

เขต 4 พล.ต.ท.พิทักษ์ จารุสมบัติ

(พรรคประชาธิปัตย์)

เขต 4 พล.ต.ท.พิทักษ์ จารุสมบัติ

ชนะ (9)

59,036

ชลบุรี

16

เขต 1 สุชาติ ชมกลิ่น

(พรรคพลังชล)

เขต 1 สุชาติ ชมกลิ่น

ชนะ (10)

33,687

17

เขต 3 รณเทพ อนุวัฒน์

(พรรคพลังชล)

เขต 3 รณเทพ อนุวัฒน์

ชนะ (11)

34,415

 

18

เขต 5 พันธุ์ศักดิ์ เกตุวัตถา (พรรคพลังชล)

เขต 5 พันธุ์ศักดิ์ เกตุวัตถา

ชนะ (12)

36,550

19

เขต 7 ปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ (พรรคพลังชล)

เขต 7 ปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์

ชนะ (13)

36,463

 

20

เขต 4 สรวุฒิ เนื่องจำนงค์ (พรรคประชาธิปัตย์)

เขต 4 สรวุฒิ เนื่องจำนงค์

ชนะ (14)

50,068

ชัยภูมิ

21

เขต 6 พีระพล ติ้วสุวรรณ

(พรรคภูมิใจไทย)

เขต 5 ระพล ติ้วสุวรรณ

แพ้

14,248

เชียงใหม่

22

เขต 5 สันติ ตันสุหัช

(พรรคประชาสันติ)

เขต 6 สันติ ตันสุหัช

แพ้

1,850

23

เขต 7 เดือนเต็มดวง ณ เชียงใหม่

(พรรคประชาธิปัตย์)

เขต 5 เดือนเต็มดวง ณ เชียงใหม่

 

แพ้

33,482

24

เขต 10 นรพล ตันติมนตรี

(พรรคประชาธิปัตย์)

เขต 9 นรพล ตันติมนตรี

 

แพ้

26,849

25

เขต 3 กิ่งกาญจน์ ณ เชียงใหม่

(พรรคประชาธิปัตย์)

เลือกตั้งซ่อม 2554

เขต 4 กิ่งกาญจน์ ณ เชียงใหม่

แพ้

21,372 

นครปฐม

26

เขต 2 วีระยศ ชื่นกลิ่นธูปศิริ

(พรรคประชาธิปัตย์)

เขต 2 วีระยศ ชื่นกลิ่นธูปศิริ

 

แพ้

34,874

นครพนม

27

เขต 4 ชูกัน กุลวงษา

(พรรคเพื่อไทย)

เขต 4 ชูกัน กุลวงษา

 

ชนะ(15)

50,609

28

เขต 4 อลงกต มณีกาศ

(พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน)

เขต 3 อลงกต มณีกาศ

แพ้

21,939 

นครราชสีมา

29

เขต 4 ทัศนียา รัตนเศรษฐ

(พรรคเพื่อไทย)

เขต 7 ทัศนียา รัตนเศรษฐ

 

ชนะ (16)

45,018 

30

เขต 7 อธิรัฐ รัตนเศรษฐ (พรรคเพื่อไทย)

เขต 6 อธิรัฐ รัตนเศรษฐ

 

ชนะ (17)

44,296 

31

เขต 10 บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ (พรรคภูมิใจไทย)

เขต 9 บุญจง วงศ์ไตรรัตน์

 

ชนะ (18)

45,331 

 

นครสวรรค์

32

เขต 1 ภิญโญ นิโรจน์

(พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน)

เขต1 ภิญโญ นิโรจน์

 

แพ้

24,956

33

เขต 5 วิริยะ วรรณทอง

(พรรคประชาธิปัตย์)

เขต 5 วิริยะ วรรณทอง

 

แพ้

20,739

34

เขต 6 นิโรธ สุนทรเลขา

(พรรคชาติไทยพัฒนา)

เขต 6 นิโรธ สุนทรเลขา

 

แพ้

21,934

นนทบุรี

35

เขต 5 ทศพล เพ็งส้ม

(พรรคประชาธิปัตย์)

เขต 5 ทศพล เพ็งส้ม

 

แพ้

44,699

36

เขต 6 ฉลอง เรี่ยวแรง

(พรรคเพื่อไทย)

เขต 2 ฉลอง เรี่ยวแรง

ชนะ (19)

50,966 

นราธิวาส

37

เขต 4 วัชระ ยาวอหะซัน

(พรรคชาติไทยพัฒนา)

เขต 1 วัชระ ยาวอหะซัน

 

แพ้

 

26,651

น่าน

38

เขต 3 ดร งามธุระ

(พรรคภูมิใจไทย)

เขต 3 ดร งามธุระ

 

แพ้

26,405

บุรีรัมย์

39

เขต 1 นภดล อังคสุภณ

(พรรคประชาธิปัตย์)

เขต 1 นภดล อังคสุภณ

 

แพ้

10,261

40

เขต 5 สุประดิษฐ์ แสนทวีสุข

(พรรคประชาธิปัตย์)

เขต 5 สุประดิษฐ์ แสนทวีสุข

 

แพ้

6,997

ปัตตานี

41

เขต 1 มูฮำมัดปาเรซ โลหะสัณห์

(พรรคชาติไทยพัฒนา)

เขต 1 มูฮำมัดปาเรซ โลหะสัณห์

 

แพ้

1,773

พระนครศรีอยุธยา

42

เขต 5  องอาจ วชิรพงศ์

(พรรคเพื่อไทย)

เขต 4 องอาจ วชิรพงศ์

 

ชนะ(20)

49,190

เพชรบูรณ์

43

เขต 2 จักรัตน์ พั้วช่วย

(พรรคเพื่อไทย)

เขต 2 จักรัตน์ พั้วช่วย

ชนะ (21)

40,677

44

เขต 5 สุรศักดิ์ อนรรฆพันธ์

(พรรคเพื่อไทย)

เขต 4 สุรศักดิ์ อนรรฆพันธ์

ชนะ (22)

46,896

45

เขต 6 เอี่ยม ทองใจสด

(พรรคเพื่อไทย)

เขต 5 เอี่ยม ทองใจสด

ชนะ (23)

 

48,129

มหาสารคาม

46

เขต 4 โกศล คาดพันโน

(พรรคภูมิใจไทย)

เขต 4 โกศล คาดพันโน

 

แพ้

25,961

แม่ฮ่องสอน

47

เขต 1 ปัญญา จีนาคำ

(พรรคเพื่อไทย)

เขต1 ปัญญา จีนาคำ

 

แพ้

31,953

ยโสธร

48

เขต 2 รณฤทธิชัย คานเขต

(พรรคภูมิใจไทย)

เขต 2 รณฤทธิชัย คานเขต

แพ้

18,741 

49

เขต 3 พิกิฏ ศรีชนะ

(พรรคภูมิใจไทย)

เขต 3 พิกิฏ ศรีชนะ

แพ้

33,653 

ร้อยเอ็ด

50

เขต 1 สานิต ว่องสัธนพงษ์

(พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน)

เขต 1 สานิต ว่องสัธนพงษ์

 

แพ้

24,262

51

เขต 3 รัชนี พลซื่อ

(พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน)

เขต 2 รัชนี พลซื่อ

แพ้

33,627

52

เขต 4 ตวงรัตน์ วงศ์เวไนย

(พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน)

เขต 4 ตวงรัตน์ วงศ์เวไนย

 

แพ้

23,903

ระยอง

53

เขต 2 เจือเพ็ชร์ กฤษณะราช

(พรรคเพื่อไทย)

เขต 3 เจือเพ็ชร์ กฤษณะราช

(ส่ง ภีม กฤษณะราช ลงเขต 2 แทน)

 

แพ้

15,438

54

เขต 4 สมพงษ์ โสภณ

(พรรคเพื่อไทย)

เขต 4 สมพงษ์ โสภณ

(พรรคเพื่อไทย)

แพ้

32,108

ราชบุรี

55

เขต 2 บุญยิ่ง นิติกาญจนา

(พรรคภูมิใจไทย)

เขต 2 บุญยิ่ง นิติกาญจนา

ชนะ (24)

35,288 

56

เขต 3 ปารีณา ไกรคุปต์

(พรรคชาติไทยพัฒนา)

เขต 3 ปารีณา ไกรคุปต์

ชนะ (25)

32,702 

57

เขต 4 ชะวรลัทธิ์ ชินธรรมมิตร

(พรรคภูมิใจไทย)

เขต 4 ชะวรลัทธิ์ ชินธรรมมิตร ภูมิใจไทย

ชนะ (26)

35,511 

ลพบุรี

58

เขต 3 อำนวย คลังผา

(พรรคเพื่อไทย)

เขต 3 อำนวย คลังผา

ชนะ (27)

62,091 

เลย

59

เขต 1 ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข

(พรรคเพื่อไทย)

เขต 3 ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข

ชนะ (28)

38,049 

60

เขต 3 เปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข

(พรรคเพื่อไทย)

เขต 2 เปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข

ชนะ (29)

34,835 

61

เขต 4 วันชัย บุษบา

(พรรคเพื่อไทย)

เขต 1 วันชัย บุษบา

ชนะ (30)

48,961 

ศรีสะเกษ

62

เขต 3 ภูมินทร์ ลีธีนะประเสริฐ

(พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน)

เขต 4 ภูมินทร์ ลีธีนะประเสริฐ

แพ้

30,315

สกลนคร

63

เขต 1 สุมนิศร์ ทีฆธนานนท์

(พรรคภูมิใจไทย)

เขต 1 สุมนิศร์ ทีฆธนานนท์

 

แพ้

31,276

64

เขต 4 สมพงษ์ อาจไพรินทร์

(พรรคประชาธิปัตย์)

เขต 3 สมพงษ์ อาจไพรินทร์

 

แพ้

3,344

65

เขต 5 ณัฐกานต์ ไชยรบ

(พรรคภูมิใจไทย)

เขต 4 ณัฐกานต์ ไชยรบ

แพ้

18,204

สมุทรปราการ

66

เขต 1 อัครวัฒน์ อัศวเหม

(พรรคมาตุภูมิ)

เขต 1 อัครวัฒน์ อัศวเหม

 

แพ้

25,434

67

เขต 5 กรุงศรีวิไล สุทินเผือก

(พรรคภูมิใจไทย)

เขต 5 กรุงศรีวิไล สุทินเผือก

แพ้

28,534 

สมุทรสงคราม

68

เขต 1 สุกานดา ปานะสุทธะ

(พรรคเพื่อไทย)

เขต 1 สุกานดา ปานะสุทธะ

 

แพ้

28,870

สระแก้ว

69

เขต 1 ฐานิสร์ เทียนทอง

(พรรคเพื่อไทย)

เขต 1 ฐานิสร์ เทียนทอง

ชนะ (31)

64,089 

70

เขต 2 ตรีนุช เทียนทอง

(พรรคเพื่อไทย)

เขต 2 ตรีนุช เทียนทอง

ชนะ (32)

64,161 

สระบุรี

71

เขต 1 กัลยา รุ่งวิวิตรชัย

(พรรคประชาธิปัตย์)

เขต 1 กัลยา รุ่งวิวิตรชัย

ชนะ (33)

25,878 

สิงห์บุรี

72

เขต 1 โชติวุฒิ ธนาคมานุสรณ์

(พรรคชาติไทยพัฒนา)

เขต 1 โชติวุฒิ ธนาคมานุสรณ์

 

แพ้

39,889

สุโขทัย

73

เขต 3 จักรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล

(พรรคภูมิใจไทย)

เขต 3 จักรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล

ชนะ(34)

27,671 

74

เขต 2 ชูศักดิ์ คีรีมาศทอง (พรรคเพื่อไทย)

เขต 2 ชูศักดิ์ คีรีมาศทอง

แพ้

21,612 

สุพรรณบุรี

75

เขต 3 ยุทธนา ลับบัวงาม

(พรรคเพื่อไทย)

เขต 3 ยุทธนา ลับบัวงาม

 

แพ้

24,301

สุรินทร์

76

เขต 6 ธีระทัศน์ เตียวเจริญโสภา

(พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน)

เขต 6 ธีระทัศน์ เตียวเจริญโสภา

แพ้

20,482 

อุตรดิตถ์

77

เขต 2 วารุจ ศิริวัฒน์

(พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน)

เขต 2 วารุจ ศิริวัฒน์

 

แพ้

26,759

อุบลราชธานี

78

เขต 1 อดุลย์ นิลเปรม

(ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน)

เขต 1 อดุลย์ นิลเปรม

 

แพ้

23,634

79

เขต 5 สุทธิชัย จรูญเนตร

(พรรคเพื่อไทย)

เขต 5 สุทธิชัย จรูญเนตร

 

ชนะ(35)

37,573

80

เขต 10 ประจักษ์ แสงคำ

(ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน)

เขต 10 ประจักษ์ แสงคำ

 

แพ้

33,559

 

 

จากตารางรายชื่อ .. ที่ถูกดูดมาข้างต้นนี้ หากนำข้อมูลจากผลการเลือกตั้งในปี 2554 มาเป็นฐานในการคิด นับเฉพาะกรณีของอดีต .. พรรคอื่นที่ถูกดูดมาอยู่พรรคพลังประชารัฐ และในรอบนี้ถูกส่งลงเป็นผู้สมัคร .. แบบแบ่งเขตในการเลือกตั้ง 2562 ในเขตคล้ายๆ เดิม ก็จะพบว่า มีผู้สมัคร 35 คน ที่เคยชนะการเลือกตั้งระบบแบ่งเขตอยู่ และถ้าการออกเสียงของประชาชนยังไม่เปลี่ยนก็มีโอกาสจะชนะการเลือกตั้งกลับเข้าสู่สภาได้อีกครั้ง

 

ส่วนจำนวนที่นั่ง .. ในระบบปาร์ตี้ลิสต์ ต้องคิดคำนวนแบบใหม่ด้วยระบบ "จัดสรรปันส่วนผสม" หรือ Mixed Member Apportionment System (MMA) ซึ่งเป็นสูตรที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 และ ...เลือกตั้งฯ มาตรา 128 เราจึงจะพอทราบถึงจำนวนเก้าอี้ .. ที่พรรคพลังประชารัฐอาจจะได้ 

 

แต่ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจก่อนว่าระบบ MMA คิดอย่างไร 

 

 

ขั้นตอนการคิด คือ

 

(1) นำจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศ ไม่รวมบัตรเสียเป็นตัวตั้ง หารด้วยจำนวน .. ทั้งหมด คือ 500 จะได้ผลลัพธ์เป็นตัวเลขชุดหนึ่ง ที่อนุมานว่า เป็นค่าเฉลี่ยของจำนวนประชากรต่อ .. หนึ่งที่นั่ง

 

(2) เมื่อจะหาจำนวน .. ของพรรคการเมืองใด ก็นำคะแนนรวมทั้งประเทศที่พรรคการเมืองนั้นได้จากการเลือกตั้งในระบบแบ่งเขตมาเป็นตัวตั้ง แล้วนำตัวเลขที่ได้จากข้อ (1) ไปหาร ผลลัพธ์จะเป็นจำนวน .. ที่พรรคการเมืองนั้นควรจะมีได้ในการเลือกตั้งครั้งนี้

 

(3) นำจำนวน .. ที่พรรคการเมืองนั้นควรจะมีได้ จากข้อ (2) มาเป็นตัวตั้ง ลบด้วยจำนวน .. แบบแบ่งเขตทั้งหมดที่พรรคการเมืองนั้นได้มาแล้ว ผลลัพธ์ คือจำนวน .. จากระบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองนั้นจะได้รับ

 

อ่านเรื่องระบบการเลือกตั้งใหม่ และ MMA เพิ่มที่ : https://ilaw.or.th/node/5059

 

 

เมื่อเข้าใจสูตร MMA แล้ว คราวนี้ลองนำคะแนนติดตัวของ .. ที่พรรคพลังประชารัฐดูดมา แทนค่า แล้วคำนวณตามสูตร ได้ดังนี้ 

 

(1) นำจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งในปี 2554 ไม่นับบัตรเสีย ไม่นับโหวตโน คือ 31,760,968 คน หารด้วย จำนวน .. ทั้งสภา คือ 500 จะได้เท่ากับ 63,521 

 

(2) ต่อมา นำคะแนนที่พรรคพลังประชารัฐได้จาก .. ระบบแบ่งเขต 80 คน ทั้งหมด คือ 2,628,017 (คะแนนติดตัวของ .. ที่ดูดมาได้ และลงสมัคร .. เขตในปี 2562 ไม่รวมสีแดง และสีเหลือง) หารด้วย 63,521 ก็จะได้จำนวน ..ที่พรรคนั้นควรจะได้ เท่ากับจำนวน 41 คน 

 

(3) แต่เนื่องจาก .. ที่พรรคพลังประชารัฐดูดมา "ชนะ" เขตเลือกตั้งไป 35 คน เมื่อนำมาคิดด้วยสูตรคำนวณในบรรทัดสุดท้าย คือ 41-35 เท่ากับว่า พรรคพลังประชารัฐ จะได้ ..แบบบัญชีรายชื่อ 6 คน ดังนั้น เมื่อรวมกับที่นั่ง ..ที่ชนะเขต อย่างน้อยๆ ก็ 35 คนแล้ว บวกกับที่นั่ง ..บัญชีรายชื่อ 6 คน พรรคพลังประชารัฐจะได้ที่นั่ง .. ทั้งหมด 41 คน

 

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่ม อดีต .. ที่เคยชนะเขต และมีคะแนนสูง แต่ไม่ได้ลงสมัคร .. เขตในการเลือกตั้ง 2562 จากการรวบรวมข้อมูลพบว่า ปรากฏชื่อผู้สมัคร ..เขต พรรคพลังประชารัฐ ที่มีนามสกุลเดียวกับ อดีต .. เหล่านี้ ซึ่งมีความสัมพันธ์เป็นคนในครอบครัว อาจกล่าวได้ว่าผู้สมัคร .. เขต พรรคพลังประชารัฐที่มาสู้ศึกในรอบนี้เป็นตัวแทนของ อดีต .. ที่อาจโกยคะแนนจำนวนไม่น้อยให้กับพรรคพลังประชารัฐได้ ดังตารางต่อไปนี้ 

 

ตารางครือญาติ อดีตผู้สมัคร ส.ส. แบบแบ่งเขต ปี 2554 และ ผู้สมัคร ส.ส. แบบแบ่งเขตพรรคพลังประชารัฐ

ลำดับ

อดีตผู้สมัคร ส.ส. ปี 2554 

ผลการเลือกตั้ง

คะแนนปี 2554 ที่ได้

ผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตพรรคพลังประชารัฐ ปี 2562

 

ความสัมพันธ์

ราชบุรี

1

เขต 1 มานิต นพอบรมดี

(พรรคภูมิใจไทย)

 

ชนะ

35,150

เขต 1 กุลวดี นพอบรมดี

 

พ่อ-ลูก

นครสวรรค์

2

เขต 2 ดิสทัต คำประกอบ (พรรคเพื่อไทย)

ชนะ

25,513

เขต 2 วีระกร คำประกอบ

 

พี่-น้อง

มุกดาหาร

3

เขต 2 บุญฐิน ประทุมลี

(พรรคเพื่อไทย)

 

ชนะ

62,124

เขต 2 ทวีศักดิ์ ประทุมลี

 

ทวีศักดิ์เคยเป็นกองหนุนให้บุญฐิน แต่เลือกตั้ง 62ลงเป็นผู้สมัคร ส.ส.เขตพรรคพลังประชารัฐ

นครราชสีมา

4

เขต 5 ภิรมย์ พลวิเศษ

(พรรคภูมิใจไทย)

แพ้

16,880

 

เขต 5 อรทัย พลวิเศษ

สามี-ภรรยา

(สายตรงของ เนวินชิดชอบ)

ขอนแก่น

5

เขต 4 ณรงค์เลิศ สุรพล

(พรรคกิจสังคม)

แพ้

16,953

 

เขต 4 พิชิต สุรพล

 

ไม่ทราบความสัมพันธ์

6

เขต 7 จงรักษ์ คุณเงิน

(พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน)

 

แพ้

30,412

เขต 7 สมศักดิ์ คุณเงิน

 

พี่-น้อง

เชียงราย

7

เขต 1 วันชัย จงสุทธานามณี

(พรรคภูมิใจไทย)

 

แพ้

31,446

เขต 1 รัตนา จงสุทธานามณี

 

สามี-ภรรยา

ตาก

8

เขต 1 ธนัสถ์ ทวีเกื้อกูลกิจ

(พรรคชาติไทยพัฒนา)

แพ้

16,554

 

(ธนัสถ์ ทวีเกื้อกูลกิจลงเขต 1 เขต 2 ทีฆะพล ทวีเกื้อกูลกิจ)

 

ธนัสถ์กับทีฆะพลเป็นพี่น้องกัน โดยมีพ่อเป็นผู้สนับสนุน  พ่อเป็น อบจ.ผู้มีอิทธิพล ในจังหวัด

 

เพชรบูรณ์

9

เขต 1 วิจิตร พรพฤฒิพันธุ์ (พรรคชาติไทยพัฒนา)

แพ้

32,950

 

เขต 1 พิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์

 

พี่-น้อง

 

ศรีสะเกษ

10

เขต 2 พิทยา บุญเฉลียว

(พรรคมาตุภูมิ)

 

แพ้

9,185

เขต 2 พิเชฐ บุญเฉลียว

 

พ่อ-ลูก

 

หนองบัวลำภู

11

เขต 1 สรชาติ วิชยสุวรรณพรหม (พรรคภูมิใจไทย)

แพ้

10,349

เขต 1 ศรัณยา สุวรรณพรหม

 

พี่-น้อง

อุบลราชธานี

12

เขต 9 สุชาติ ตันติวณิชชานนท์ (พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน)

แพ้

22,621

 

เขต 9 รำพูล ตันติวณิชชานนท์

 

สามี-ภรรยา

 

นครปฐม

13

เขต 3 อุษา เปี่ยมคล้า

(พรรคประชาธิปัตย์)

แพ้

33,367

 

เขต 3 พรศักดิ์ เปี่ยมคล้า

พ่อ-ลูก

เพชรบุรี

14

เขต 2 พิชัย อุ๋ยตระกูล

(พรรคเพื่อไทย)

 

 

34,963

เขต 2 สาธิต อุ๋ยตระกูล

พี่-น้อง

 

 

จากตารางครือญาติ อดีตผู้สมัคร ส.ส. แบบแบ่งเขต ปี 2554 และ ผู้สมัคร ส.ส. แบบแบ่งเขตพรรคพลังประชารัฐ ได้คะแนน 378,467 และเมื่อนำคะแนนเหล่านี้มาคิดรวมกับกลุ่ม อดีตผู้สมัคร .พลังดูดทั้ง 80 คน อาจทำให้พรรคพลังประชารัฐได้คะแนนมากถึง 3,006,484 คะแนน และอาจได้ .ที่ชนะเขตเพิ่มขึ้น 3 ที่นั่ง และเมื่อคิดคำนวณด้วยสูตร MMA จะได้เพิ่มมาอีก 3 ที่นั่ง เท่ากับว่าพรรคพลังประชารัฐจะได้ .แบบบัญชีรายชื่อเพิ่มขึ้นอีก 6 ที่นั่ง ดังนั้น ถ้าหากรวมคะแนนจากกลุ่มนี้ด้วย พรรคพลังประชารัฐจะได้จำนวนเก้าอี้ ส.ส. ถึง 47 ที่นั่ง

 

 

ในภาพอาจจะมี 1 คน, กำลังยิ้ม

 

 

.. พลังดูด 41 คน พอเสนอประยุทธ์เป็นนายกฯ ได้ - .. รอยกมือ

 

หากไม่รวมคะแนนกลุ่มเครือญาติ เอาแค่เฉพาะ ส.ส. เก่าที่ถูกดูดมาลงสู้ศึกให้กับพรรคพลังประชารัฐ ตัวเลข 41 ที่นั่ง อาจดูไม่มาก แต่ต้องย้ำว่านี่คือตัวเลขที่คิดเฉพาะ .. ที่ดูดมาจากพรรคอื่นเท่านั้น ซึ่งเป็นตัวเลขขั้นต่ำที่พรรคพลังประชารัฐอาจจะได้ หากการเลือก .. เขตของประชาชนออกเสียงเหมือนกับแปดปีที่แล้ว นอกจากนี้ในการเลือกตั้งปี 2562 ยังมีเขตอื่นๆ ที่พรรคพลังประชารัฐส่งผู้สมัครลงไปเพื่อเก็บคะแนนในอีก 335 เขต หลายคนเป็นผู้สมัครหน้าใหม่ที่เพิ่งลงสนามการเมืองเป็นครั้งแรก

 

แต่ละเขตที่แม้ไม่มี "เจ้าของพื้นที่เดิม" ที่ถูกดูดมา แต่ก็มีแนวโน้มว่า พรรคพลังประชารัฐน่าจะได้คะแนนจากแต่ละเขตบ้าง ซึ่งเมื่อนำมาคิดด้วยระบบ MMA จะทำให้มีผลรวมคะแนนทั้งประเทศเพิ่มขึ้น และทำให้พรรคนี้จะได้ตัวเลข .. ที่ควรจะมี ตามสูตรข้อ (2) เพิ่มขึ้นอีก 

 

อย่างไรก็ดี ตัวเลข .. 41 คนนี้ จะทำให้พรรคพลังประชารัฐ ที่แม้จะเป็นพรรคเกิดใหม่แต่ก็เดินลงสนามเลือกตั้งอย่างอุ่นใจว่ามีฐานเสียงจำนวนหนึ่งอยู่ในมือแล้ว และจะสามารถเดินตามแผนการสืบทอดอำนาจได้อย่างไม่ยากเย็น ภายใต้เงื่อนไขตามกติกาที่ต้องคำนึงถึงกันอย่างน้อยสองประเด็น

 

หนึ่ง มีเก้าอี้ .. 25 ที่นั่ง ก็สามารถเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ของตัวเองได้

 

รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 159 กำหนดว่า .. ต้องพิจารณาเห็นชอบบุคคลที่สมควรแต่งตั้งเป็นนายกฯ จากบัญชีรายชื่อนายกฯ ที่พรรคการเมืองเสนอ อย่างไรก็ตามไม่ใช่ว่าบุคคลที่อยู่ในบัญชีว่าที่นายกฯ ของทุกพรรคการเมืองจะมีสิทธิได้รับการเลือกเป็นนายกฯ เพราะนายกรัฐมนตรีจะต้องมาจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่มีสมาชิกได้รับเลือกตั้งเป็น .. ไม่น้อยกว่าร้อยละห้าของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ คือ จำนวน .. ทั้งหมด 500 คน พรรคการเมืองนั้นต้องมี .. อย่างน้อย 25 คน จึงจะเสนอชื่อนายกฯ ในบัญชีของตัวเองได้ นอกจากนี้ การเสนอชื่อนายกฯ ต้องมี .. รับรองไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ หรือ ต้องมี .. อย่างน้อย 50 คน เป็นผู้รับรอง 

 

ด้วยจำนวน .. ในมือให้อุ่นใจ 41 ที่นั่งนี้เอง พรรคพลังประชารัฐก็พอจะสบายใจอยู่ว่า พรรคพลังประชารัฐจะมี .. ไม่ต่ำกว่า 25 ที่นั่ง และสามารถเสนอชื่อ พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีได้อย่างไม่ยากเย็นอะไร 

 

สอง ขออีก .. 126 ที่นั่ง .. 250 รอโหวต

 

ด้วยกติกาใหม่ที่ คสช. ได้สร้างขึ้นมา เป็นกติกาที่ถูกออกแบบมาเพื่อหวังสืบทอดอำนาจนั้น ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ 2560  มาตรา 272 กำหนดให้ ให้สมาชิกวุฒิสภา (..) สามารถทำหน้าที่ยกมือเลือกนายกรัฐมนตรีได้ โดย .. 250 คน มีที่มาจาก 3 ทาง  (1) .. โดยตำแหน่ง 6 คน (ผบ. เหล่าทัพ) (2) กลุ่มที่เลือกกันเอง (แล้ว คสช. เลือกอีกครั้งในขั้นตอนสุดท้าย) จำนวน 50 คน และ (3) กลุ่มที่คณะกรรมการสรรหา .. โดยมี พล..ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธาน และคนของ คสช. เป็นกรรมการสรรหา คัดมาให้ คสช. คัดเลือกเหลือ 194 คน 

 

แม้จะมีการทำทีคัดเลือก .. แต่ท้ายสุด .. ทั้งหมดจะถูกเลือกโดย คสช.” นั่นเท่ากับว่า หาก คสช. จะสืบทอดอำนาจก็ทำได้ไม่ยากนัก ด้วย .. ที่มีในมืออยู่แล้ว 250+.. เพียงแค่ 126 คน ซึ่งหากพิจารณาจากคะแนนตุนในกระเป๋าของพรรคพลังประชารัฐ อาจจะมีที่นั่งแค่ประมาณ 41 คน เท่านั้น แม้จะได้เพิ่มจากการรวมคะแนนทุกเขตทั่วประเทศแล้วก็ยังห่างไกลจากตัวเลข 126 ที่นั่งที่ต้องใช้เพื่อให้พล..ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี

 

ตัวเลข .. 126 ที่นั่งที่แม้จะมาจากกติกาของ คสช. เอง ก็ยังไม่ใช้งานง่ายนัก พรรคพลังประรัฐยังต้องหวังที่จะไปรวบรวมที่นั่งจากพรรคการเมืองอื่นๆ ที่ประกาศสนับสนุน คสช. และกลุ่มพรรคการเมืองที่ยังไม่มีจุดยืนชัดเจนว่า จะเข้าร่วมกับฝั่งไหน ซึ่งมีอยู่จำนวนมากและอาจได้ที่นั่ง .. รวมกันเกิน 126 เสียงไปไม่น้อย ดังนั้น ด้วยกติกา และพลังดูดที่ คสช. สร้างเอาไว้ทั้งหมด จึงเดินไปในทิศทางที่จะส่งเสริมให้ พล..ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกได้อีกครั้งผ่านการเลือกตั้งครั้งนี้ 

 

อย่างไรก็ดี ต้องย้ำอีกครั้งว่านี่เป็นเพียงการคิดจากผลการเลือกตั้งในปี 2554 ซึ่งผ่านมาถึง 8 ปีแล้ว และสุดท้ายผลการเลือกตั้งจะออกมาเป็นอย่างไร 24 มีนาคม 2562 ประชาชนทุกคน คือผู้ตัดสินว่าพรรคพลังประชารัฐจะได้คะแนนเท่าไหร่