29 เมษายน 2559
เฟซบุ๊กเพจ พลเมืองโต้กลับ โพสต์ภาพและข้อความเชิญชวนประชาชนร่วมทำกิจกรรมโพสต์ – สิทธิ เขียนข้อความเรียกร้องเสรีภาพในการแสดงออก โดยนัดหมายทำกิจกรรมในวันที่ 1 พฤษภาคม 2559 ที่สกายวอล์กบีทีเอสช่องนนทรี
โปสเตอร์ประชาสัมพันธ์กิจกรรมโพสต์-สิทธิบนเฟซบุ๊กเพจ พลเมืองโต้กลับ
1 พฤษภาคม 2559
มติชนออนไลน์ รายงานว่า ในเวลาประมาณ 16.00 น. กลุ่มพลเมืองโต้กลับนัดหมายประชาชนที่สนใจทำกิจกรรม “โพสต์-สิทธิ” เขียนข้อความประกาศเสรีภาพของประชาชนที่สกายวอร์ค สถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรี
ตั้งแต่ก่อนเวลานัดหมาย เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ยานนาวา และ สน.ทุ่งมหาเมฆ วางกำลังหนึ่งกองร้อยควบคุมพื้นที่ พร้อมกับนำรั้วเหล็กมาปิดล้อมลานที่ทางกลุ่มนัดทำกิจกรรม การจัดกิจกรรมในวันนี้มีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติมาร่วมสังเกตการณ์ด้วย
เวลาประมาณ 16.15 น. สิรวิชญ์ เดินทางมาถึงและกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “พื้นที่ทำกิจกรรมไม่สามารถใช้ได้เพราะโดนปิดกั้น ทั้งที่เป็นที่สาธารณะ ส่วนสถานการณ์ปัจจุบันต้องดูว่าผู้มีอำนาจจะทำอย่างไร แต่การแก้ปัญหาด้วยวิธีรุนแรงนั้นเป็นหนทางที่ไม่ได้นำไปสู่ความสันติ รัฐบาลจะให้มีการลงประชามติโดยไม่มีสิทธิเสรีภาพอย่างนั้นหรือ”
ระหว่างให้สัมภาษณ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งสิรวิชญ์ว่า ให้ไปให้สัมภาษณ์ต่อที่สน.ทุ่งมหาเมฆ แต่สิรวิชญ์ปฏิเสธ โดยกล่าวว่าตนเองยังไม่ได้ทำอะไรเหตุใดจึงต้องไปสถานีตำรวจ
ต่อมาเมื่อถุกเจ้าหน้าที่ล้อมหน้าล้อมหลัง จนไม่สามารถเคลื่อนที่หรือทำกิจกรรมได้ สิรวิชญ์ก็จึงตะโกนให้ประชาชนรับแจกกระดาษโพสต์อิท เพื่อเขียนและนำไปแปะแสดงจุดยืนพร้อมกับโปรยโพสต์อิทลงบนพื้นให้ประชาชนเก็บไปเขียน หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็นำตัวสิรวิชญ์ไปที่สน.ทุ่งมหาเมฆ
ต่อมาในเวลาประมาณ 16.30 ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ รายงานว่า พนักงานสอบสวนสน.ทุ่งมหาเมฆร่วมกันสอบสวนสิรวิชญ์โดยมีอานนท์ นำภา ทนายจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนร่วมรับฟังการสอบสวนด้วยโดยการสอบสวนใช้เวลาประมาณห้าชั่วโมง ขณะเดียวกันที่หน้าสน.ทุ่งมหาเมฆก็มีประชาชนและสื่อมวลชนติดตามสถานการณ์อยู่ประมาณ 100 คน
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาทิ้งสิ่งปฏิกูลในที่สาธารณะกับสิรวิชญ์ แต่สิรวิชญ์ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
5 กรกฎาคม 2559
ศาลแขวงพระนครใต้นัดคู่ความตรวจพยานหลักฐาน ทนายของสิรวิชญ์ เมื่อสิรวิชญ์เดินทางมาถึงศาลในเวลาประมาณ 10.00 น. เมื่อสิรวิชญ์ศาลก็อ่านฟ้องให้ฟังก่อนจะถามทนายว่าจะยื่นเอกสารหลักฐานเลยหรือไม่
ทนายจำเลยยื่นเอกสารหลักฐานเข้าสำนวนรวมเจ็ดฉบับ ฝ่ายโจทก์แถลงว่ายังไม่ประสงค์จะยื่นเอกสารหลักฐาน แต่หากทนายจำเลยประสงค์จะดูเอกสารหลักฐานก็ยินดีให้ดู ทนายจำเลยจึงแถลงคัดค้านเรื่องที่โจทก์ไม่ยื่นเอกสารและขอให้ศาลบันทึกไว้ในสำนวนคดี
โจทก์แถลงขอสืบพยานรวมหกปากส่วนจำเลยแถลงขอสืบพยานรวมสี่ปาก คู่ความนัดสืบพยานในวันที่ 14-16 ธันวาคม 2559
14 ธันวาคม 2559
นัดสืบพยานโจทก์
ศาลแขวงพระนครใต้นัดสืบพยานเป็นวันแรก โดยวันนี้เป็นการสืบพยานโจทก์ ทนายของสิรวิชญ์และอัยการมารอที่ห้องพิจารณาคดีเจ็ดตั้งแต่ก่อนเวลา 9.00 น. แต่สิรวิชญ์เดินทางมาถึงในเวลาประมาณ 10.00 น. หลังสิรวิชญ์มาถึงประมาณห้านาทีศาลก็ขึ้นบัลลังก์และเริ่มสืบพยานทันที
สืบพยานโจทก์ปากที่หนึ่ง: พ.ต.ต.ธวัชชัย อินทะเสย์ ผู้ทำการจับกุม
พ.ต.ต.ธวัชชัยเบิกความตอบศาลว่าขณะเบิกความอายุ 42 ปี ประกอบอาชีพรับราชการตำรวจที่สถานีตำรวจนครบาลบางโพงพาง ตำแหน่งสารวัตรปราบปราม มีหน้าที่ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทั่วไป ในวันเกิดเหตุวันที่ 1 พฤษภาคม 2559 ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้เป็นหัวหน้าชุดเคลื่อนที่เร็วของกองบังคับการตำรวจนครบาลห้า และได้รับคำสั่งให้ไปดูแลความเรียบร้อยบริเวณทางเดินสกายวอล์ค สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสช่องนนทรี
พ.ต.ต.ธวัชชัยเบิกความต่อว่า เหตุที่มีการจัดตั้งชุดเคลื่อนที่เร็วเพราะมีข่าวว่าจะมีกลุ่มบุคคลมาชุมนุมที่บริเวณลานสกายวอล์ค อัยการถามพ.ต.ต.ธวัชชัยว่า เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุเห็นอะไร พ.ต.ต.ธวัชชัยตอบว่าเห็นมีคนรวมกลุ่มกันหลายคนโดยมีจำเลยรวมอยู่ในนั้นด้วย หลังจากนั้นอัยการถามว่ามีจำเลยอยู่ในห้องพิจารณาคดีนี้หรือไม่ พ.ต.ต.ธวัชชัยหันมาชี้ตัวสิรวิชญ์ พร้อมกับเบิกความเพิ่มเติมว่า พึ่งมาทราบภายหลังว่าจำเลยชื่อสิรวิชญ์แต่ขณะเกิดเหตุไม่ทราบชื่อ
อัยการถามต่อว่าในที่เกิดเหตุสิรวิชญ์มีพฤติการณ์อย่างไร พ.ต.ต.ธวัชชัยตอบว่าสิรวิชญ์ยืนพูดชักชวนให้ประชาชนเขียนข้อความบนกระดาษโพสต์อิท จากนั้นจึงโปรยกระดาษโพสต์อิทลงบนทางเดินสกายวอล์ค อัยการถามว่าจำนวนกระดาษโพสต์อิทที่โปรยมีมากน้อยอย่างไร เท่าที่เห็นในมือของสิรวิชญ์มีกระดาษโพสต์อิทอยู่หนึ่งปึก แต่ไม่ทราบว่าในถุงพลาสติกมีอยู่มากน้อยแค่ไหน ส่วนกระดาษที่โปรย คือ กระดาษที่สิรวิชญ์แกะจากปึกที่อยู่ในมือทีละใบแล้วโปรยลงบนพื้นสกายวอล์ค ซึ่งคนที่ยืนรอบๆ ก็เก็บไปเขียนข้อความ เมื่อเห็นดังนั้นจึงเชิญตัวจำเลยไปที่สถานีตำรวจนครบาลทุ่งมหาเมฆเพื่อแจ้งข้อกล่าวหา ฐานทิ้งสิ่งปฏิกูลลงบนทางสาธารณะพร้อมทั้งยึดกระดาษโพสต์อิทที่อยู่ในมือของสิรวิชญ์เป็นของกลาง
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
ทนายจำเลยถามว่า พ.ต.ต.ธวัชชัยรู้จักและเคยใช้กระดาษโพสต์อิทหรือไม่ พ.ต.ต.ธวัชชัยตอบว่ารู้จักและเคยใช้ ทนายจำเลยถามว่าปกติกระดาษโพสต์อิทเอาไว้ใช้ทำอะไร พ.ต.ต.ธวัชชัยตอบว่าเอาไว้ใช้เขียนข้อความติดข้างฝาหรือพื้นผิววอื่นๆ ที่ต้องการ ทนายจำเลยถามว่าพ.ต.ต.ธวัชชัยทราบหรือไม่ว่ากิจกรรมที่จำเลยไปทำเป็นกิจกรรมอะไร พ.ต.ต.ธวัชชัยตอบว่าไม่ทราบและไม่ได้สนใจ ทนายจำเลยถามว่าเห็นเหตุการณ์ตอนที่เจ้าหน้าที่สน.ทุ่งมหาเมฆมาห้ามจำเลยทำกิจกรรมหรือไม่ พ.ต.ต.ธวัชชัยตอบว่าไม่เห็นเหตุการณ์ดังกล่าวแต่เห็นเหตุการณ์ที่จำเลยกำลังฉีกและโปรยกระดาษโพสต์อิทลงบนพื้น
ทนายจำเลยถามพ.ต.ต.ธวัชชัยว่า จะยืนยันพฤติการณ์ของจำเลยตามบันทึกการจับกุมว่าจำเลยโปรยกระดาษโพสต์อิทและตะโกนบอกให้ประชาชนมาเอาไปเขียนข้อความติดบนเสาสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสหรือไม่ พ.ต.ต.ธวัชชัยตอบว่ายืนยัน ทนายจำเลยให้ดูภาพขณะเกิดเหตุแล้วถามว่าตามภาพ พ.ต.ต.ธวัชชัยยืนติดกับจำเลยใช่หรือไม่ พ.ต.ต.ธวัชชัยรับว่าใช่
ทนายจำเลยถามต่อว่า เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุมีประชาชนไปรวมตัวกันประมาณ 100 – 200 คนใช่หรือไม่ พ.ต.ต.ธวัชชัยรับว่าใช่ ทนายจำเลยถามต่อว่าและมีผู้สื่อข่าวอยู่ด้วยประมาณ 20 – 30 คนใช่หรือไม่ พ.ต.ต.ธวัชชัยรับว่าใช่ ทนายจำเลยถามต่อว่า ในเวลาที่พ.ต.ต.ธวัชชัยไปถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจปิดกั้นพื้นที่บนลานสกายวอล์คแล้วใช่หรือไม่ พ.ต.ต.ธวัชชัยตอบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่จากสถานีบีทีเอสช่วยกันปิดพื้นที่
ทนายจำเลยถามว่าของกลางที่ยึดจากจำเลยเป็นกระดาษโพสต์อิทที่แกะแล้วหรือยังไม่ได้แกะ พ.ต.ต.ธวัชชัยตอบว่าเป็นกระดาษโพสต์อิทเป็นปึกซึ่งเป็นส่วนที่จำเลยยังไม่ได้ฉีกและโปรย ศาลถามย้ำว่าเป็นส่วนที่เป็นปึกหรือที่จำเลยโปรยลงพื้น พ.ต.ต.ธวัชชัยตอบว่าเป็นส่วนที่เป็นปึก ส่วนที่โปรยลงพื้นมีประชาชนเก็บไปแต่จะเก็บไปหมดหรือไม่ไม่ทราบ
ทนายจำเลยถามว่าพ.ต.ต.ธวัชชัยเป็นเจ้าพนักงานตามพ.ร.บ.ความสะอาดฯหรือไม่ พ.ต.ต.ธวัชชัยตอบว่าไม่ทราบ ทนายจำเลยถามต่อว่าพ.ต.ต.ธวัชชัยใช้อำนาจในฐานะเจ้าพนักงานรักษาความสะอาดหรืออำนาจตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญาในการจับกุมจำเลย พ.ต.ต.ธวัชชัยตอบว่าไม่ทราบ ทนายจำเลยถามต่อว่า พ.ต.ต.ธวัชชัยทราบหรือไม่ว่าเจ้าพนักงานที่มีอำนาจจับกุมผู้กระทำความผิดตามพ.ร.บ.ความสะอาดต้องเป็นผู้ที่ได้รับแต่งตั้งตามพ.ร.บ.นี้ พ.ต.ต.ธวัชชัยตอบว่าไม่ทราบ ทนายจำเลยแถลงหมดคำถาม อัยการไม่ถามติง ศาลให้นำพยานปากที่สองเข้าเบิกความต่อทันที
สืบพยานโจทก์ปากที่สอง ร.ต.อ.เกียรติกูล ขาวประดิษฐ์ ผู้ทำการจับกุม
ร.ต.อ.เกียรติกูล เบิกความตอบศาลว่าขณะเบิกความอายุ 36 ปี ประกอบอาชีพรับราชการตำรวจที่สถานีตำรวจนครบาลลุมพินี รับราชการตั้งแต่ปี 2556จนถึงปัจจุบัน
อัยการถาม ร.ต.อ.เกียรติกูล ว่าอำนาจหน้าที่ของ ร.ต.อ.เกียรติกูล คืออะไร ร.ต.อ.เกียรติกูล ตอบว่าตนเองมีหน้าที่ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทั่วไป อัยการถาม ร.ต.อ.เกียรติกูล ว่าในวันเกิดเหตุเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีอย่างไร ร.ต.อ.เกียรติกูล ตอบว่าในวันเกิดเหตุวันที่ 1 พฤษภาคม 2559 เวลา 14.00 น. โดยประมาณ ได้รับคำสั่งจากรองผู้บังคับบัญชาการของกองบังคับการตำรวจนครบาลห้า ให้ไปประจำพื้นที่ที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอช่องนนทรี เบื้องต้นผู้บังคับบัญชายังไม่แจ้งภารกิจโดยบอกให้ไปรับทราบภารกิจที่สถานี ร.ต.อ.เกียรติกูลกับผู้ใต้บังคับบัญชาอีกสี่ถึงห้าคนเดินทางล่วงหน้าไปก่อนโดยมีผู้ใต้บังคับบัญชาอีกจำนวนหนึ่งตามมาในภายหลัง
อัยการถาม ร.ต.อ.เกียรติกูล ว่าเมื่อไปถึงที่เกิดเหตุเห็นอะไร ร.ต.อ.เกียรติกูล เบื้องต้นเมื่อไปถึงที่เกิดเหตุก็เดินตรวจตราความเรียบร้อยด้านล่างสถานีรถไฟฟ้าก่อนจะเดินขึ้นไปบนทางเดินสกายวอล์คเมื่อผู้บังคับบัญชาวิทยุลงมาตาม เมื่อเดินขึ้นไปถึงก็เห็นรองผู้กำกับสน.ทุ่งมหาเมฆคุยกับชายคนหนึ่งทราบชื่อภายหลังว่าสิรวิชญ์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีนี้
นอกจากจะคุยกับรองผู้กำกับสน.ทุ่งมหาเมฆแล้วจำเลยยังคุยกับผู้สื่อข่าวด้วยและมีผู้สื่อข่าวล้อมรอบตัวจำเลยอยู่หลายคน ร.ต.อ.เกียรติกูลจึงพยายามกันนักข่าวออกจากจำเลย อัยการถามร.ต.อ.เกียรติกูลว่าจำเลยนั่งอยู่ในห้องนี้หรือไม่ ร.ต.อ.เกียรติกูลก็หันมาชี้ตัวสิรวิชญ์
อัยการถามว่าในที่เกิดเหตุสิรวิชญ์มีพฤติการณ์อย่างไร ร.ต.อ.เกียรติกูล ตอบว่าเห็นสิรวิชญ์แจกกระดาษโพสต์อิทให้ประชาชนที่อยู่บริเวณนั้น บางส่วนจำเลยฉีกแล้วส่งให้กับมือแต่บางส่วนจำเลยก็โปรยลงบนพื้น ศาลถามว่าเป็นการโปรยลงบนพื้นสกายวอล์คหรือบนพื้นถนนด้านล่าง ร.ต.อ.เกียรติกูลตอบศาลว่าเป็นการโปรยลงบนพื้นสกายวอล์คบริเวณที่มีคนยืนล้อมจำเลย อัยการถามต่อว่าเมื่อเห็นจำเลยทำเช่นนั้นร.ต.อ.เกียรติกูล ดำเนินการอย่างไร ร.ต.อ.เกียรติกูลตอบว่าได้เชิญตัวจำเลยไปที่สน.ทุ่งมหาเมฆเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาทิ้งสิ่งปฏิกูลลงบนทางสาธารณะ
อัยการนำภาพกระดาษโพสต์อิทซึ่งเป็นหลักฐานในคดีให้ร.ต.อ.เกียรติกูลดูแล้วถามว่าเป็นของที่ยึดมาจากจำเลยใช่หรือไม่ ร.ต.อ.เกียรติกูลตอบว่าตนเองไม่ได้เป็นผู้ยึดของกลางจากจำเลยแต่เป็นเจ้าหน้าที่คนอื่น อัยการถามว่าร.ต.อ.เกียรติกูลเคยรู้จักหรือมีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยหรือไม่ ร.ต.อ.เกียรติกูลตอบว่าไม่เคย อัยการแถลงหมดคำถาม
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
ทนายจำเลยถามว่าตามภาพถ่ายในวันเกิดเหตุ จำเลยพูดคุยกับรองผู้กำกับสน.ทุ่งมหาเมฆและร.ต.อ.เกียรติกูลอยู่ในภาพด้วยใช่หรือไม่ ร.ต.อ.เกียรติกูลตอบว่าใช่ ทนายจำเลยถามร.ต.อ.เกียรติกูลว่าตอนที่ยืนอยู่ใกล้ๆจำเลยกับรองผู้กำกับได้ยินไหมว่าทั้งสองคุยอะไรกัน ร.ต.อ.เกียรติกูลตอบว่าได้ยินไม่ชัดได้ยินเพียงว่า ทางรองผู้กำกับพยายามต่อรองว่าอยากให้ยุติกิจกรรมเพราะคนมามุงเยอะจนคนที่จะเดินสัญจรไปมาลำบาก ส่วนสิรวิชญ์ก็ต่อรองว่าขอแค่ยืนเฉยๆไม่ได้หรือ
ทนายจำเลยถามว่า ตามบันทึกการจับกุม พฤติการณ์ของสิรวิชญ์คือแจกจ่ายกระดาษโพสต์อิทและตะโกนบอกให้ประชาชนเก็บกระดาษไปเขียนใช่หรือไม่ ร.ต.อ.เกียรติกูลรับว่าใช่ ทนายจำเลยถามว่าขระเกิดเหตุมีการปิดกั้นพื้นที่โดยเจ้าหน้าที่ใช่หรือไม่ ร.ต.อ.เกียรติกูลรับว่ามีการปิดพื้นที่บางส่วน ทนายจำเลยถามร.ต.อ.เกียรติกูลว่าในวันเดียวกันมีการจับกุมตัวประชาชนคนอื่นด้วยใช่หรือไม่ ร.ต.อ.เกียรติกูลตอบว่าเห็นมีคนตามจำเลยมาที่สน.แต่ไม่ทราบว่าตามมาเองหรือถูกคุมตัวมา
ทนายจำเลยถามว่าตอนที่จำเลยพูดกับประชาชน ร.ต.อ.เกียรติกูลได้ยินจำเลยพูดกับประชาชนว่าให้หยิบกระดาษโพสต์อิทไปเขียนข้อความแล้วติดเสาบีทีเอสใช่หรือไม่ ร.ต.อ.เกียรติกูลรับว่าใช่ ทนายจำเลยถามว่าในวันเกิดเหตุร.ต.อ.เกียรติกูลได้รับมอบหมายให้ไปจับกุมบุคคลใดด้วยหรือไม่ ร.ต.อ.เกียรติกูลตอบว่าไม่ได้รับมอบหมายให้ไปจับกุมบุคคลใดแต่ได้รับมอบหมายให้ไปดูแลความปลอดภัย ส่วนการเชิญตัวจำเลยรองผู้กำกับสน.ทุ่งมหาเมฆเป็นผู้เชิญ
ทนายจำเลยถามว่า ร.ต.อ.เกียรติกูลรู้จักหรือเคยใช้กระดาษโพสต์อิทหรือไม่ ร.ต.อ.เกียรติกูลรับว่ารู้จักและเคยใช้ ทนายจำเลยถามว่าร.ต.อ.เกียรติกูลเป็นเจ้าพนักงานตามพ.ร.บ.ความสะอาดหรือไม่ ร.ต.อ.เกียรติกูลตอบว่าไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานตามพ.ร.บ.ความสะอาดฯ แต่ผู้กำกับสั่งให้ไปดูแลความปลอดภัย
หลังเสร็จการสืบพยานปากนี้ อัยการแถลงว่ายังมีพยานอีกหนึ่งปากเป็นพนักงานสอบสวน ศาลถามว่าพยานมาแล้วหรือยัง อัยการตอบว่ายังไม่มา เพราะนัดไว้ช่วงบ่าย ศาลจึงสั่งให้พักการพิจารณาคดีไว้แล้วกลับมาสืบพยานต่อในช่วงบ่าย
เวลา 14.00 น. ศาลเริ่มสืบพยานโจทก์ต่ออีกครั้ง
สืบพยานโจทย์ปากที่สาม ร.ต.อ.เจษฎาพร วรรณโครต พนักงานสอบสวน
ร.ต.อ.เจษฎาพร วรรณโครต เบิกความต่อศาลว่า ขณะเบิกความอายุ 25 ปี ประกอบอาชีพรับราชการตำรวจที่สถานีตำรวจนครบาลทุ่งมหาเมฆ
อัยการถาม ร.ต.อ.เจษฎาพรว่าขณะเกิดเหตุร.ต.อ.เจษฎาพรปฏิบัติหน้าที่อะไร ร.ต.อ.เจษฎาพร ตอบว่าขณะนั้นตนเองเป็นพนักงานสอบสวนเวร อัยการถามว่าวันเกิดเหตุมีผู้ใดพาใครมาพบ ร.ต.อ.เจษฎาพรตอบว่าในวันที่ 1 เดือนพฤษภาคม มีเจ้าหน้าที่คือ พ.ต.ต.ธวัชชัย อินทะเสย์ ซึ่งเป็นพยานโจทก์ปากที่หนึ่งในคดีนี้พร้อมพวก นำตัวผู้ต้องหา คือ สิรวิชญ์ จากบริเวณที่ชุมนุมมาที่สถานีตำรวจนครบาลทุ่งมหาเมฆ
อัยการถามว่า พ.ต.ต.ธวัชชัยแจ้งกับร.ต.อ.เจษฎาพร ว่านำตัวจำเลยมาด้วยเรื่องใด ร.ต.อ.เจษฎาพรตอบว่าจำเลยถูกนำตัวมาแจ้งความเรื่องทิ้งเศษขยะในพื้นที่สาธารณะบริเวณทางเดินสกายวอล์คสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสช่องนนทรี อัยการถาม ร.ต.อ.เจษฎาพรว่าผู้จับกุมมีของกลางมาส่งหรือไม่ ร.ต.อ.เจษฎาพรตอบว่ามีของกลางเป็นกระดาษโพสต์อิทหนึ่งเล่ม
ร.ต.อ.เจษฎาพรเบิกความต่อศาลว่าเป็นผู้จัดทำภาพบันทึกเหตุการณ์เป็นหลักฐานโดยนำภาพมาจากภาพเคลื่อนไหวที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้ถ่าย อัยการถามว่าในการสอบปากคำพยานมีการสอบกี่ปาก ร.ต.อ.เจษฎาพรตอบว่ามีการสอบสองปากคือผู้ร่วมจับกุมจำเลย โดยมีการแจ้งสิทธิกับจำเลยด้วย อัยการถามว่าร.ต.อ.เจษฎาพรแจ้งข้อหาใดกับจำเลย ร.ต.อ.เจษฎาพรตอบว่าแจ้งข้อหาทิ้งสิ่งปฏิกูลในที่สาธารณะ
ร.ต.อ.เจษฎาพรถามว่าจำเลยให้การอย่างไร ร.ต.อ.เจษฎาพรตอบว่าให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ร.ต.อ.เจษฎาพรถามต่อว่าจากการรวบรวมหลักฐานร.ต.อ.เจษฎาพรมีความเห็นอย่างไร ร.ต.อ.เจษฎาพรตอบว่ามีความเห็นสั่งฟ้อง อัยการถาม ร.ต.อ.เจษฎาพร ว่า เคยมีเรื่องโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อนหรือไม่ ร.ต.อ.เจษฎาพรตอบว่าไม่มี อัยการแถลงหมดคำถาม
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
ทนายจำเลยถาม ร.ต.อ.เจษฎาพรว่า เคยทราบมาก่อนหรือไม่ว่าจำเลยทำกิจกรรมโดยการชักชวนประชาชนมาเขียนข้อความลงบนกระดาษโพสต์อิท ร.ต.อ.เจษฎาพรตอบว่าไม่ทราบ ร.ต.อ.เจษฎาพรเบิกความต่อว่า ที่ไม่ทราบเพราะไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ
ทนายจำเลยถามร.ต.อ.เจษฎาพรว่า รู้จักคนชื่อ ฐิตารีย์หรือไม่ ร.ต.อ.เจษฎาพรตอบว่ารู้จักฐิตารีย์ แต่จำนามสกุลไม่ได้ ร.ต.อ.เจษฎาพรเบิกความต่อว่าฐิตารีย์เป็นผู้ติดประกาศในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งเมื่อฐิตารีย์ถูกดำเนินคดีดนไปให้การเป็นพยาน ทนายจำเลยถาม ร.ต.อ.เจษฎาพรต่อว่า การติดประกาศที่ว่าเป็นการเขียนข้อความกระดาษโพสต์อิทแล้วนำไปแปะที่เสารถไฟฟ้าบีทีเอสช่องนนทรีใช่หรือไม่ พร้อมชี้รูปให้ดู ร.ต.อ.เจษฎาพรตอบว่า ใช่ ทนายจำเลยแถลงหมดคำถาม อัยแถลงไม่ถามติง และแถลงหมดพยาน
ทนายจำเลยแถลงต่อศาลว่าที่นัดสืบพยานจำเลยในวันที่ 15 ธันวาคม 2559 จำเลยไม่สามารถมาศาลได้เนื่องจากติดสอบที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอให้เลื่อนไปสืบพยานจำเลยในวันที่ 16 ธันวาคม 2559 ซึ่งเป็นวันที่นัดไว้ก่อนแล้ว ศาลถามอัยการว่าจะค้านหรือไม่ อัยการตอบว่าไม่ค้าน
ศาลสั่งให้ยกเลิกนัดสืบพยานในวันที่ 15 ธันวาคม 2559 แล้วให้ไปสืบพยานจำเลยในวันที่ 16 ธันวาคม 2559 แทน โดยทนายจำเลยแถลงว่าจะมีพยานมาเบิกความสองปากคือตัวสิรวิชญ์เบิกความเป็นพยานให้ตนเองกับฐิตารีย์ พยานผู้เห็นเหตุการณ์ซึ่งเคยถูกดำเนินคดีจากการร่วมกิจกรรมเดียวกับจำเลย
16 ธันวาคม 2559
นัดสืบพยานจำเลย
เวลาประมาณ 10.25 น.ศาลขึ้นบัลลังก์โดยขณะนั้นจำเลย และทนายจำเลยอยู่ในศาลแล้วแต่อัยการยังมาไม่ถึงโดยแจ้งหน้าบัลลังก์ว่าติดคดีอื่นอยู่แต่จะรีบตามมา ศาลเรียกให้จำเลยสาบานตนซึ่งระหว่างนั้นอัยการเข้ามาในห้องพิจารณาคดีพอดี
สืบพยานจำเลยปากที่หนึ่ง สิรวิชญ์ หรือ นิว นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำเลยในคดีเบิกความเป็นพยานให้ตัวเอง
สิรวิชญ์ เบิกความตอบศาลว่าปัจจุบันเป็นนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ สาขาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทนายจำเลยถามสิรวิชญ์ว่าระหว่างศึกษาทำกิจกรรมกับกลุ่มใดอยู่บ้าง สิรวิชญ์ตอบว่าทำกิจกรรมกับกลุ่มประชาธิปไตยศึกษาเเละกลุ่มพลเมืองโต้กลับ ทนายจำเลยถามต่อว่า กิจกรรมที่ฟ้องในคดีทำในนามกลุ่มใด สิรวิชญ์ ตอบว่า ทำในนามกลุ่มประชาธิปไตยศึกษาเเละพลเมืองโต้กลับ
ทนายจำเลยถามสิรวิชญ์ว่า ในช่วงเกิดเหตุการณ์มีเหตุการณ์อะไรที่ทำให้ต้องออกมาทำกิจกรรม สิรวิชญ์ตอบว่าขณะนั้นรัฐบาลจับกุมผู้ที่เห็นต่างทางการเมืองไปคุมตัวโดยไม่ชอบ กลุ่มพลเมืองโต้กลับจึงออกมาทำกิจกรรมเพื่อเเสดงออกว่าไม่เห็นด้วยกับการกระทำของรัฐบาล ทนายจำเลยถามต่อว่าสิรวิชญ์ประชาสัมพันธ์กิจกรรมดังกล่าวด้วยวิธีใด สิรวิชญ์ ตอบว่า การประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่างๆเผยเเพร่ทางเฟซบุ๊ก ทนายจำเลยจึงถามสิรวิชญ์ว่าทำไมถึงเลือกจัดกิจกรรมโดยเขียนข้อความบนกระดาษโพสต์อิท สิรวิชญ์ตอบว่าที่ใช้กระดาษโพสต์อิทเป็นเพราะสามารถเขียนข้อความเเสดงความคิดเห็นได้ เเละมีกาวอีกด้านที่สามารถติดตามวัตถุต่าง ๆได้ ทนายจำเลยถามต่อว่าการติดกระดาษโพสต์อิทติดเป็นการติดเเบบถาวรหรือติดเเบบชั่วคราว สิรวิชญ์ ตอบว่า เเบบชั่วคราว
ทนายจำเลยถามสิรวิชญ์ว่าทำไมจึงเลือกทำกิจกรรมที่ลานสกายวอล์ค สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สิรวิชญ์ตอบว่าเพราะมีพื้นที่กว้างเเละเป็นจุดรวมคนง่าย ทนายจำเลยถามสิรวิชญ์ว่ากิจกรรมวันที่ 1 พฤษภาคม 2559 ทนายจำเลยถามสิรวิชญ์ว่าวันเกิดเหตุเดินทางไปถึงสถานที่เกิดเหตุเวลากี่โมง สิรวิชญ์ตอบว่าเดินทางไปถึงเวลาประมาณ 17.00 น. ทนายจำเลยถามสิรวิชญ์ต่อว่าเมื่อเดินทางไปถึงที่ทำกิจกรรมเเล้วเห็นเหตุการณ์อะไรบ้าง สิรวิชญ์ตอบว่าจากการประมาณด้วยสายตาเห็นตำรวจประมาณ20ถึง50นายและผู้สื่อข่าวประมาณสิบถึง 20 คน โดยมีประชาชนทั่วไปอยู่ที่บริเวณนั้นประมาณ 100 คน
ทนายจำเลยถามสิรวิชญ์ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำอะไรกับสิรวิชญ์บ้าง สิรวิชญ์ตอบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ยอมให้ทำกิจกรรม มีเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณห้าถึงสิบนายมาล้อมตนเองเพื่อยุติการทำกิจกรรมเเละเชิญตัวไปที่สถานีตำรวจโดยไม่เเจ้งให้ทราบก่อนว่าตนเองมีความผิดจากการกระทำข้อหาใด ทนายจำเลยถามสิรวิชญ์ว่าหลังถูกเชิญตัวยินยอมไปที่สน.หรือไม่ สิรวิชญ์ตอบว่าไม่ยอมแต่สุดท้ายเจ้าหน้าที่ก็นำตนเองไปที่สน.ได้
ทนายจำเลยถามสิรวิชญ์ว่าก่อนถุกนำตัวไปได้ทำอะไรหรือไม่ สิรวิชญ์ตอบว่าหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจขัดขวางการทำกิจกรรม ตนเองจึงพยายามยื่นมือเเจกโพสต์อิทให้กับผู้ที่อยู่บริเวณนั้น ทนายจำเลยถามต่อว่าเเล้วคนที่เเจกโพสต์อิทไม่ถึงมือเขาสิรวิชญ์ทำอย่างไร สิรวิชญ์ตอบว่าตนพยายามเเจกจ่ายในลักษณะการโยนกระดาษโพสต์อิทจากมือทีละใบแต่บางครั้งกระดาษโพสต์อิทที่โยนไปอาจมีติดกันมากกว่าหนึ่งใบ
ถึงตรงนี้ศาลถามว่าเป็นการโยนลักษณะใด โยนหรือโปรยเพราะคำภาษาไทยมีความหมายต่างกัน สิรวิชญ์ตอบศาลว่าไม่ใช้การโปรยเพราะการโปรยคือการทิ้งกระดาษหลายๆใบในเวลาเดียวกันแต่กรณีของตนเป็นการโยนทีละแผ่น ศาลจึงบอกสิรวิชญ์ว่าจะบันทึกในสำนวนเป็นท่าทางการกระทำให้เพื่อให้เกิดความชัดเจนและบันทึกในทำนองว่า สิรวิชญ์ใช้กำลังแขนโยนกระดาษออกไปทีละแผ่นเพื่อให้ประชาชนที่อยู่แถวนั้นเก็บไปเขียน แต่อาจมีบางแผ่นที่กระดาษติดกันออกไปมากกว่าหนึ่งใบ
ทนายจำเลยถามสิรวิชญ์ว่าขณะโยนโพสต์อิทออกไปพูดอะไรด้วยหรือไม่ สิรวิชญ์ตอบว่าพูดว่าให้ทุกคนรับกระดาษไปเเละเขียนข้อความเเสดงความคิดเห็นลงบนกระดาษ ทนายจำเลยถามว่าที่สิรวิชญ์ไม่ยอมลงลายมือชื่อในเอกสารของตำรวจเป็นเพราะอะไร สิรวิชญ์ตอบว่ามีสองประเด็น
ประเด็นแรกคือการจับกุมครั้งนี้ไม่ชอบเพราะไม่มีเเจ้งข้อกล่าวหาตามฟ้องขณะจับกุม ประเด็นที่สองข้อหาที่เเจ้งมีความไม่สมเหตุสมผลกับการกระทำเพราะตนเองไม่ได้กระทำกิจกรรมโปรยขยะหรือทิ้งสิ่งปฏิกูลลงบนพื้นที่สาธารณะตามฟ้อง
ทนายจำเลยถามว่าในชั้นสอบสวนสิรวิชญ์ให้การอย่างไร สิรวิชญ์ตอบว่าให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาเพราะกิจกรรมที่ทำชอบด้วยกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองรวมถึงชอบตามรัฐธรรมนูญไทยด้วย
ตอบอัยการถามค้าน
อัยการถามว่าสิรวิชญ์แจกโพสต์อิทไปทั้งหมดกี่ใบ สิรวิชญ์ ตอบว่าจำไม่ได้เเต่ไม่เยอะมากเพราะเจ้าหน้าที่พยายามสกัดกั้นดันให้ตนเองออกจากบริเวณนั้น อัยการถามต่อว่าเเสดงว่าสิรวิชญ์โยนโพสต์อิทในช่วงเวลาชุลมุนดังนั้นจึงไม่เห็นใช่หรือไม่ว่าประชาชนเก็บกระดาษโพสต์อิทไปทุกใบ สิรวิชญ์ตอบว่าไม่ทันสังเกตว่าประชาชนเก็บไปทุกใบหรือไม่ อัยการแถลงหมดคำถาม ทนายจำเลยไม่ถามติง ทนายจำเลยแถลงว่ามีพยานจำเลยที่ประสงค์จะนำสืบเพียงปากเดียว หลังจากนั้นศาลนัดสิรวิชญ์ฟังคำพิพากษาในวันที่ 12 มกราคม 2560
12 มกราคม 2560
นัดฟังคำพิพากษา
ห้องพิจารณาคดีที่ 7 เวลา 10.00 น. ศาลแขวงพระนครใต้ อ่านคำพิพากษาคดี โดยพิเคราะห์จากพยานหลักฐาน เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ความสะอาดฯ มาตรา 32 เทหรือทิ้งสิ่งปฏิกูล มูลฝอย ลงบนทางบกหรือทางน้ำ ระวางโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท โดยเห็นว่าหากจำเลยจะชวนประชาชาชนหรือสื่อมวลชนมาร่วมกิจกรรมเขียนโพสต์อิท ลำพังแค่แจกจ่ายก็สามารถทำได้ จำเลยไม่จำเป็นต้องโยนหรือโปรยหรือเขวี้ยง การโปรยย่อมมีเจตนาว่า หากมีคนเก็บไม่หมดจะกลายเป็นเศษกระดาษ
นอกจากนี้แผ่นกระดาษที่จำเลยเขวี้ยงหรือโปรยบริเวณสกายวอล์กบีทีเอสสถานีช่องนนทรีนั้น ถือเป็นการทิ้งสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอย(เศษกระดาษ) ในที่สาธารณะ จึงพิพากษาให้จำเลยมีความผิดและปรับ 1,000 บาท
หลังฟังคำพิพากษาทนายความของสิรวิชญ์ได้จ่ายเงินค่าปรับ และเตรียมเรื่องจะยื่นขออุทธรณ์ต่อไป
3 ตุลาคม 2560
นัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
เวลาประมาณ 9.45 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 8 ศาลแขวงพระนครใต้อ่านคำพิพากษาคดีศาลอุทธรณ์ให้สิรวิชญ์ฟังโดยศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ว่าสิรวิชญ์มีความผิดตาม พ.ร.บ.ความสะอาดฯ มาตรา 32 ลงโทษปรับสิรวิชญ์เป็นเงิน 1,000 บาท
โดยศาลอุทธรณ์ให้เหตุผลว่า ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าการจับกุมเป็นการจับกุมที่ไม่ชอบ พยานโจทก์ผู้ควบคุมตัวจำเลยต่างเบิกความตรงกันว่าขณะนั้นยังไม่มีการจับกุมจำเลยเป็นแต่เพียงการเชิญตัวจำเลยไปที่สถานีตำรวจ อุทธรณ์ในข้อนี้จึงให้ยก ส่วนกระดาษโพสต์อิทของกลางที่ยังไม่ได้แจกซึ่งจำเลยอ้างว่าเจ้าหน้าที่ไม่มีอำนาจยึดนั้น เห็นว่าหากเจ้าหน้าที่ไม่เข้าไประงับเหตุจำเลยย่อมนำมาใช้กระทำความผิด อุทธรณ์ข้อนี้จึงให้ยก
สิรวิชญ์หลังเข้าฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ศาลแขวงพระนครใต้
13 สิงหาคม 2562
นัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา
สิรวิชญ์เดินทางมาถึงศาลในเวลาประมาณ 10.00 น. ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวศาลขึ้นบัลลังก์แล้วแต่พิจารณาคดีอื่นอยู่ ในเวลาประมาณ 10.50 น. ศาลจึงอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาที่ยกเลิกกระบวนพิจารณาคดีในชั้นอุทธรณ์เนื่องจากเห็นว่ากระบวนพิจารณาไม่ชอบเพราะศาลชั้นต้นเคยไม่คำสั่งไม่รับอุทธรณ์คดีของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจึงสั่งให้ศาลอุทธรณ์กลับไปพิจารณาคดีใหม่และทำคำพิพากษษอีกครั้งหนึ่ง โดยให้พิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ต่อสู้ว่าการกระทำของจำเลยไม่ใช่เจตนาเล็งเห็นผล ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายด้วย
23 มิถุนายน 2563
นัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์